อาการป่วยเพราะเรียนออนไลน์ ที่เสี่ยงเผชิญ!
- Natthaphol Budagosa
- 17 มิ.ย. 2565
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 27 มิ.ย. 2565
การเรียนออนไลน์ เปลี่ยนวิถีชีวิตของเด็กไทยไปค่อนข้างมาก จากการวิถีชีวิตที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมีเวลาพักสายตาและอริยาบท ความอิสระในการใช้ชีวิต มีสังคมได้พบปะเพื่อนๆ แต่กับการเรียนออนไลน์ จำเป็นต้องอยู่กับหน้าจอทุกวัน ที่สำคัญคือมีการเคลื่อนไวร่างกายที่น้อยลง ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้า ความเครียด ซึ่งหากไม่มีการรับมือหรือป้องกันผลกระทบที่เกิด ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการ ป่วยเพราะเรียนออนไลน์ ด้วยโรคต่อไปนี้ได้
โรคเกี่ยวกับสายตา (Eye strain)
การเรียนออนไลน์ ที่ต้องใช้สายตาจ้องหน้าจอเป็นระยะเวลานาน แน่นอนว่าสามารถส่งผลกระทบต่อดวงตาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาการต่างๆ ที่เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป ได้แก่ ตาพร่ามัว ปวดตา เด็กบางคนอาจมีอาการตาแห้ง เคืองตา น้ำตาไหล หรือมีอาการปวดศรีษะร่วมด้วย นอกจากนี้คนที่มีสายตาสั้นอยู่เดิมก็อาจทำให้สายตาสั้นแย่ลงไปอีกได้
การป้องกันใช้สูตร 20 20 20 กล่าวคือ ควรได้พักสายตาจากการใช้หน้าจอทุก ๆ 20 นาที และได้โฟกัสไปที่บางสิ่งที่อยู่ห่างออกไปราว 20 ฟุต (6 เมตร) จ้องมองนานประมาณ 20 วินาที วิธีนี้จะช่วยให้ดวงตาและสายตาได้ผ่อนคลาย หากมีอาการตาแห้งอาจจำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมหยอดตาบ่อยๆ หรือใช้ยาหยอดตาชนิดที่ยับยั้งการคั่งของเลือดบริเวณตา อย่างไรก็ตามควรปรึกษาเภสัชกรทุกครั้ง
ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)
การเพ่งหรือจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมงในการเรียนออนไลน์ นอกจากจะส่งผลเสียต่อสายตาแล้ว กล้ามเนื้อคอ และหลัง ยังเกิดอาการปวดเกร็งได้ เพราะร่างกายขาดการเคลื่อนไหวและไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ ยิ่งต้องนั่งเรียนหน้าจอทุกวันอาการดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็สามารถพัฒนาจนกลายเป็นอาการปวดคอ หรือปวดหลังเรื้อรังเหมือน
การป้องกัน ไม่ควรปล่อยให้นั่งอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป อาจจะต้องมีการกระตุ้นให้ขยับไปมาบ้างอย่างน้อยๆ ต้อง 30 นาทีต่อครั้ง นั่งท่าทางที่ถูกต้อง หลังไม่งอ คือ นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิงและนั่งหลังพิงเก้าอี้ให้หลังชิดขอบด้านในของเก้าอี้ ตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป
โรคเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า ( Stress, Anxiety or Depression )
การเรียนออนไลน์ทำให้ต้องอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ เป็นระยะเวลายาวนานติดต่อกัน ไม่ได้พบปะเพื่อนร่วมชั้น ไม่ได้มีสังคม ซึ่งส่งผลให้เกิดความเครียดที่มากกว่าปกติได้ นอกจากนี้การใช้เวลาหน้าจอที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่ไม่ใช่ด้านวิชาการ มีความเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และปัญหาความสนใจที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในคนที่มีปัญหาของโรคเครียด หรือเครียดง่ายกว่าปกติอยู่เป็นทุนเดิม อาจเสี่ยงป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้ในสถานการณ์ที่ต้องอยู่แต่ในบ้านและเรียนออนไลน์
โรคพังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ (Carpal tunnel syndrome)
โรคนี้มักเกิดขึ้นกับวัยกลางคนหรือคนวัยทำงาน แต่ก็สามารถเกิดกับทุกคนได้เช่นเดียวกัน ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนมากใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียนออนไลน์หน้าอยู่ที่หน้าจอ พอมีเวลาว่างก็อาจนั่งเล่นเกมในคอมพิวเตอร์ เพลิดเพลินอยู่กับหน้าจอท่องโลกออนไลน์ อวัยวะที่ถูกใช้งานบ่อยคงหนีไม่พ้นมือ การใช้มือทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการบางอย่าง เช่น ปวดข้อมือ ปวดแขน นิ้วชา รู้สึกเจ็บเสียวที่มือ และในที่สุดอาจป่วยเป็นโรคพังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ (CTS) สำหรับอาการของโรคนี้ เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับ จะทำให้มีอาการปวดและชาตามนิ้ว และถ้าเส้นประสาทถูกกดทับเป็นเวลานาน บ่อยๆ เข้า กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือ ด้านนิ้วหัวแม่มือลีบ และเล็กลงได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
การป้องกัน ควรปรับท่าทางในการใช้งานมือให้ถูกต้องเหมาะสม กระตุ้นให้บริหารข้อมือเป็นพัก ๆ เช่น สะลัดมือ กำมือแล้วปล่อยเพื่อเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ เพื่อให้มือได้พักหลังใช้งานเป็นเวลานาน ควรระวังไม่ทำกิจกรรมที่อาจทำให้อาการต่างๆ ของมือแย่ลง เช่น งานที่ต้องเกร็งข้อมือเป็นเวลานาน หรือต้องกระดกมือขึ้นลงบ่อยๆ ซึ่งจะทำให้ความดันในโพรงข้อมือสูงขึ้น นอกจากนี้การประคบเย็นเมื่อมือบวมจะช่วยชะลอ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับเส้นประสาทที่ข้อมือ ซึ่งจะช่วยถนอมมือให้ห่างไกลจากโรคพังผืดกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือได้
โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)
สำหรับบางคนแทนที่จะมีเวลาได้พักผ่อนนอนหลับ เพราะมีเวลาอยู่บ้านมากขึ้นหลังจากต้องเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ แต่ความเป็นจริงกลายเป็นว่าตารางการนอนหลับพักผ่อนกลับผิดเพี้ยนไป และแทนที่จะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น กลับรู้สึกเหนื่อยล้ายิ่งกว่าเดิม เนื่องจากการใช้เวลาอยู่หน้าจอที่มากขึ้น ทำให้นอนหลับยากขึ้นคุณภาพการนอนก็ถูกลดทอนลง ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดได้จากความเครียด ความวิตกกังวลในการเรียน ตลอดจนการพักดูคลิปวีดีโอ หรือเล่นเกม ระหว่างการทำการบ้านออนไลน์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จอมือถือ จอคอมพิวเตอร์ มีการปล่อยแสงสีฟ้าเทียมที่ยับยั้งปริมาณเมลาโทนินซึ่งช่วยให้นอนหลับสบายที่ร่างกายปล่อยออกมาทำให้จังหวะชีวิตตามธรรมชาติถูกรบกวนด้วยเวลาที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และโทรทัศน์
การป้องกัน ตั้งกฏเกณฑ์ให้ชัดเจนในเรื่องของเวลาการเข้านอน หากเป็นไปได้ไม่ควรให้มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ในห้องนอน หมั่นตรวจตราสภาพแวดล้อมในห้องนอนไม่ให้ร้อนเกินไปหรือมีแสงสว่างมากเกินไป ควรได้นอนหลับพักผ่อนตอนกลางคืนเฉลี่ย 8-10 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งมีส่วนช่วยให้โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) หลั่งเป็นปกติ ช่วยซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ ช่วยเสริมภูมิต้านโรคที่ดีให้กับร่างกาย
แต่ทั้งนี้ เรื่องของสุขภาพร่างกายและจิตใจ เมื่อต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบ้านเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากไม่มีวิธีจัดการและรับมือที่เหมาะสม ดังนั้นการปฏิบัติตัวตามแนวทางที่ช่วยป้องกันปัญหาด้านสุขภาพกายและใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในสถานการณ์บ้านเมืองที่ถูกล้อมรอบไปด้วยโรคระบาดเช่นนี้





ความคิดเห็น