10 วิธีเรียนออนไลน์ที่บ้านอย่างไรให้มีสมาธิ
- Natthaphol Budagosa
- 15 พ.ค. 2565
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 26 พ.ค. 2565
1. เขียน To-do list ที่จะทำในแต่ละวัน

การกำหนดตารางสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันช่วยให้ผู้เรียนเห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างเช็คลิสต์และความสำเร็จของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อเราบรรลุเป้าหมายในการทำลิสต์แต่ละข้อสำเร็จ ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุขซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เรามีพลังงานในการทำเป้าหมายใหญ่ๆ ลำดับถัดไป หากมีสิ่งที่ต้องทำมากมายในแต่ละวัน ขอแนะนำให้เริ่มจากงานที่เล็กและเรียบง่ายก่อนเพื่อให้พบสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน จับต้องได้โดยที่ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยจนเกินไป
นอกจากการวางตารางกำหนดสิ่งที่ต้องทำในทุกๆ วันแล้ว การกำหนดเดดไลน์ของแต่ละสัดส่วนก็จะช่วยให้เราจัดการเวลาได้ดีขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น กำหนดเวลาสำหรับอ่านหนังสือไว้ 30 นาที เมื่อครบกำหนดแล้วให้เปลี่ยนไป
ทำการบ้านที่ยังค้างอยู่อีก 30 นาที แบบนี้จะช่วยให้จัดการสิ่งที่ต้องทำในทุกๆ วันได้ครบถ้วนมากกว่าการจมอยู่กับชิ้นงานเดียวตลอดทั้งวัน
2. จดบันทึกและย้อนกลับมาดูภายหลังเพื่อทบทวน
การเรียนรู้ออนไลน์อาจทำให้หลายคนไม่ชินและเข้าใจไปว่า การเรียนรู้ออนไลน์ทำให้เรียนได้ไวกว่าหลักสูตรทั่วไปในห้องเรียน แต่จริงๆ แล้วเป็นแค่เพียงการย้ายแพลตฟอร์มจากห้องเรียนมาสู่ออนไลน์เท่านั้น ที่มีข้อดี คือ เราสามารถเข้าไปดูเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งตรงนี้แหละที่อาจจะทำให้ผู้เรียนสูญเสียโฟกัสไปมากกว่าตอนเรียนในห้องจึงขอแนะนำว่าการเรียนรู้ออนไลน์แม้จะอยู่ที่บ้านการจดบันทึกก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญและมีส่วนช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
3. เปลี่ยนบรรยากาศห้อง เพิ่มความ productive มากขึ้น
บรรยากาศช่วยกระตุ้นไอเดียความคิดสร้างสรรค์ และเสริมสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้เราลุกขึ้นมาเรียนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยนะ ยกตัวอย่างเช่น สีบางสีมีผลต่อการเพิ่มพลังงาน และทำให้สมองปลอดโปร่ง การคิดไอเดียใหม่ๆ ช่วยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นต้น
4. แอพพลิเคชั่น
การเรียนด้วยระบบอินเทอร์เน็ตอาจจะทำให้ผู้เรียนหลุดสมาธิได้ง่ายๆ ซึ่งตัวช่วยที่จะมาทำให้โฟกัสของเราดีขึ้นก็มีหลายแอพพลิเคชั่น เราขอลองแนะนำ 3 แอพพลิเคชั่น ดังนี้
Coffitivity : แอพพลิเคชั่นจำลองบรรยากาศเสียงร้านกาแฟที่มีให้เลือกหลากสไตล์ มีทั้งเสียงร้านกาแฟตอนเช้าที่มีคนเดินเข้าบ่อยๆ หรือเสียงคนพูดคุยกันในร้านก็มีให้เลือกเหมือนกัน เหตุผลที่ต้องใช้บรรยากาศร้านกาแฟ เป็นผลมาจากงานวิจัย พบว่า เสียงในร้านกาแฟมีส่วนช่วยกระตุ้นให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมในการทำงานและการเรียนรู้ออนไลน์ได้เป็นอย่างดี
Brain.fm : เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่มีซาวด์แทร็กให้เลือกยาวนานถึง 2 ชั่วโมง ดนตรีในแอพนี้ถูกออกแบบมาช่วยให้ผู้ฟังโฟกัส ผ่อนคลาย หรือเพื่อนอนหลับสบายก็ได้เหมือนกัน มีให้เลือกตั้งแต่เสียงระฆัง ดนตรี เสียงฝนตก และอื่นๆ อีกมากมาย
Cold Tur
key Blocker : แอพพลิเคชั่นนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบเผลอกดเข้าไปเล่นอินเทอเน็ตในช่วงเวลาทำงานหรือช่วงการเรียนรู้ออนไลน์บ่อยๆ แอพพลิเคชั่นนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมและช่วยตั้งค่าเวลาที่ต้องการล็อคการเข้าถึงเว็บไซต์อื่นๆ ไว้ ตามเวลาที่กำหนดเวลาที่ต้องการ ซึ่งแอพฯ นี้ยังเหมาะกับคนที่เสพติดการเข้าอินเทอเน็ตเป็นประจำมากๆ แล้วต้องการปรับพฤติกรรมตัวเองก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ
5. กำหนดเวลาเบรกถี่ขึ้น แต่ช่วงเวลาสั้นลง
กำหนดกรอบการพักเบรคเป็นประจำทุกวันด้วยช่วงเวลาที่ถี่ขึ้นแต่สั้นลง ยกตัวอย่างเช่น หลังจากโฟกัสกับการเรียนรู้ออนไลน์ไปแล้ว 30 นาที ให้เวลาตัวเองได้พักสายตาจากหน้าจอสัก 5 นาที ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำ หรือทำธุระส่วนตัว แล้วกลับมาเรียนต่ออีกครั้ง หรือในช่วงเวลาสั้นๆ 5 นาทีอาจจะแทรกเป็นกิจกรรมที่สนุกและมีประโยชน์ไปในตัวด้วย เช่น แก้ปัญหาคณิตศาสตร์ง่ายๆ 5 ข้อ การเบรกด้วยระยะเวลาสั้นๆ แบบนี้จะช่วยให้เราถอยกลับมาผ่อนคลาย และยังทำให้เรารีเฟรชเพื่อโฟกัสในการเรียนที่ดีขึ้นได้ด้วย
6. สร้างระบบให้รางวัลตัวเอง
กำหนดรางวัลตัวเองหลังจากบรรลุเป้าหมาย ถ้าวันนี้สามารถเรียนรู้ออนไลน์และทำการบ้านได้เสร็จ เราอาจให้รางวัลตัวเองด้วยการเล่นอินเทอร์เน็ต หรือทำกิจกรรมที่ชอบในช่วงบ่าย สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เราอยากทำเป้าหมายสำเร็จได้ไวๆ ที่สำคัญอย่าหยวนๆ และให้รางวัลจนกว่างานจะเสร็จ ต้องซื้อสัตย์กับตัวเราเองด้วยนะ
7. หาเครื่องมือช่วยจดบันทึกตามความถนัด
เครื่องมือที่ช่วยให้ตัวเราเองจดจำบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น เช่น การจดบันทึกแบบ mind mapping หรือ ฟังเพลง
ขณะอ่านหนังสือไปด้วยจะมีสมาธิมากกว่าความเงียบ ค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบและทำให้เราอยู่กับสิ่งนั้นได้นานขึ้น สามารถทำให้การเรียนรู้ออนไลน์ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล
8. หาช่วงเวลาที่เรียนได้ดีที่สุด
โดยทั่วไปความสามารถในการโฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งของมนุษย์นั้นค่อนข้างสั้น รวมถึงสิ่งรบกวนรอบข้าง อีกทั้งในอินเทอร์เน็ตก็มีมากมาย แล้วจะทำยังไงให้เรียรู้ออนไลน์ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งแรกคือ สำรวจตัวเองและทบทวนตัวเอง หาช่วงเวลาที่เราโฟกัสได้ดีที่สุด ซึ่งบางคนมีสมาธิและทำงานได้ดีที่สุดในตอนเช้าตรู่ ในทางกลับกันสำหรับบางคนกลับเรียนได้ดีในตอนบ่าย หรือมีสมาธิที่สุดในตอนกลางคืน เมื่อรู้เวลาที่ตัวเองทำงานได้ดีแล้ว พยายามกำหนดกรอบการเข้าเรียนให้ชัดเจน เวลาไหนเรีนน เวลาไหนเล่นอินเทอร์เน็ตก่อนเข้าสู่ชั่วโมงการเรียนรู้ออนไลน์ ทางที่ดีที่สุดพยายามไม่จับมือถือตอนเข้าสู่บทเรียนเลยจะดีกว่า
9. พักผ่อนและดูแลตัวเองตามนาฬิกาชีวิต
การพักผ่อนและดูแลตัวเองให้มากๆ สำหรับบางคนการรู้ออนไลน์อาจจะสร้างความกดดันอยู่ไม่น้อย การต้องเรียนและทำการบ้านที่บ้านกลายเป็นว่า พื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่การเรียนการทำงานมีความทับซ้อนกันอยู่ ฉะนั้นการจัดแบ่งเวลาเป็นสิ่งสำคัญ อย่าหักโหมมากจนเกินไป ที่สำคัญไปกว่าการเรียนรู้ออนไลน์ คือ การหาเวลาออกกำลังกายสำคัญ พักเบรกไปเดินเ
ล่น เข้านอนตามเวลาปกติ และอย่าลืมหาอะไรมีประโยชน์ให้กับร่างกายก่อนการเรียนเสมอ
10. เชื่อมั่นในตัวเองเข้าไว้
ถ้ารู้สึกเหนื่อยจนเกินไปให้หายใจเข้าลึกๆ ปลดปล่อยความทุกข์ที่แบกไว้ทั้งหมด หากไม่เข้าใจให้แจ้งกับผู้สอนหรือปรึกษาเพื่อนดีกว่าการมานั่งเครียดอยู่คนเดียว เนื่องจากการเรียนรู้ออนไลน์อาจจะต้องใช้เวลาและการปรับตัวในช่วงแรกๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งาน เป็นต้น แต่ถ้าจัดสรรเวลาให้ดี ทำตารางสิ่งที่ต้องทำได้เข้าที่เข้าทาง ทุกอย่างก็จะผ่านไปได้และไม่ได้ยากเกินกว่าที่เราจะทำได้แน่นอน
หากใครชื่นชอบเนื้อหาแบบนี้และอยากปรับตัวเรียนรู้เพื่อเข้าสู่โลกแห่งการเรียนรู้ในยุค Web 3.0 ติดตาม พวกเราได้ที่นี่ ZeusAlpha
Twitter https://twitter.com/ZeusAlpha88




ความคิดเห็น